samarjarn1980.com

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

คำบรรยายที่เนติบัณฑิตยสภา วันที่ 8 มิถุนายน 2555 + "คดีพญาระกา"

  • PDF


     “ที่ระลึก” จาก อ.สถิตย์ ไพเราะ

      อดีตรองประธานศาลฎีกา

      อนุญาตให้ www.samarjarn1980.com เผยแพร่

8 มิถนายน 2555

มีผู้แนะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายแพ่งและอาญามีสำคัญไม่กี่มาตราหรอก ผมเป็นผู้พิพากษามา ๔๐ ปีตัดสินซ้ำๆ บางมาตราไม่เคยอ่านด้วยซ้ำไปไม่เคยมีปัญหาให้ศาลต้องวินิจฉัย กฎหมายอาญาก็เหมือนกันเลือกๆ ดูมาตราที่มีปัญหาเยอะๆ ส่วนใหญ่ก็ออกข้อสอบซ้ำๆ

 

 

สมัยผมเป็นนักศึกษาอยู่ธรรมศาสตร์ มีนักศึกษาท่านเอาหนังสือไปถามอาจารย์ว่าอาจารย์เขียนอย่างนี้อ่านไม่เข้าใจ อาจารย์ท่านนั้นถามกลับว่าคุณอ่านมากี่ครั้ง นักศึกษาตอบว่าอ่านครั้งเดียว อาจารย์บอกว่ากลับไปอ่านมา ๒๐ ครั้ง แล้วค่อยมาถาม รุ่งขึ้นนักศึกษาก็ไปถามอาจารย์อีกว่าผมอ่าน ๒0 ครั้ง แล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง อาจารย์บอกว่าถ้าคุณอ่าน ๒๐ ครั้ง แล้วไม่รู้เรื่องก็เรียนกฎหมายไม่ได้หรอก ตอนนี้ผมคิดว่าท่านพูดถูกเพราะการอ่านอะไร อ่านครั้งเดียวไม่เข้าใจหรอก 

คำถาม ผู้เสียหายโดยนิตินัยมีความหมายอย่างชัดเจนดูได้จากไหน ก็ต้องไปดูกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔,, ,

ผมเป็นผู้พิพากษามาประมาณ ๔๐ ปี ที่ศาลยุติธรรมคู่ความแต่ละฝ่ายไม่เกิน ๑๐ คนโจทก์กับพวกก็ประมาณ ๘ คน จำเลยกับพวก ๕ คน เวลาที่ศาลสั่งอะไรลงไปท่านเหล่านั้นก็ไม่ค่อยแย้ง ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมก็เลยคิดว่าเรานี้เป็นเทวดาสั่งอะไรไปก็ไม่มีใครเถียง แต่พอไปอยู่ศาลอื่น เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้นะ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคู่ความเป็นล้าน 

มีคำถามให้อธิบายรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ มาตรานี้เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าขั้นตอนต้องผ่าน อ.ส.ส. มาก่อน และ อ.ส.ส. จะเป็นผู้สอบข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีการสอบสวนอัยการฟ้องไม่ได้ แล้วทำความเห็นมาอัยการถึงจะฟ้อง ถ้าราษฎรฟ้องเองก็ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน นี่เป็นขั้นตอนเบื้องต้นเพื่อกลั่นกรองไม่ให้คดีขึ้นมาสู่ศาลมากเกินไป มาตรา ๖๘  ก็ใช่วิธีการเดียวกัน ศาลรัฐธรรมไปแปลว่าคนยื่นมีสิทธิสองทาง คือไปยื่นอัยการ และยื่นอัยการและยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วย แต่แปลอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าเขาเขียนไว้ชัดเจนว่าให้อัยการสูงสุดสอบข้อเท็จจริง ก็แสดงว่าเขาต้องการให้อัยการสูงสุดเป็นคนที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงเบื้องต้นก่อน และอัยการสูงสุดจึงไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าไปตีความว่าไปยื่นอัยการสูงสุดก็ได้ เสร็จแล้วไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ คือเข้ายื่นอัยการสูงสุด และไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ แล้วจะไปบัญญัติให้ยื่นอัยการสูงสุดทำไม ถ้าอัยการสูงสุดเขาไต่สวนแล้วจะไปยื่นใคร เพราะผู้ยื่นได้ไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าให้อัยการสูงสุดยื่นอีกก็เป็นการยื่นซ้ำ 

เนติบัญฑิตเป็นนายกหลายคน ท่านแรกก็พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ท่านที่สองก็ท่านปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์ มนูธรรม) สมัยก่อนพอเป็นผู้พิพากษาเขาจะตั้งเป็นหลวง หลวงประเสริฐ มนูกิจ กับหลวงประดิษฐ์ มนูธรรม เขาจะตั้งชื่อคล้องกันหมดทั้งรุ่น 

ตัวอย่างคำถามที่เขาไม่ถามเรื่องเพศ เพราะอธิบายไม่ได้ เช่น คำว่า กระทำชำเรา ข่มขืน ร่วมประเวณี มีความหมายและมีความแตกต่างกันอย่างไรในกฎหมายอาญา กระทำชำเราเรียกว่ามิดีมิร้าย คือเป็นเรื่องสองคนเขาตกลงยินยอมกัน ข่มขืนหมายถึง ไม่เต็มใจคือไม่ยินยอมพร้อมใจกัน ร่วมประเวณีเป็นคำกลางๆ ที่ใช้ทั่วๆ ไป เป็นธรรมดาของมนุษย์

อั้งยี่ ซ่องโจร มีความแตกต่างกันอย่างไร ซ่องโจรก็ห้าคนขึ้นไป 

วิธีการค้นฎีกา ข้อแรกจะต้องเน้นมาตราที่สำคัญก่อน แล้วค่อยไปค้นฎีกาเฉพาะมาตรานั้น ส่วนการอ่านฎีกาต้องอ่านหลาย ๆ ครั้ง จึงจะจับประเด็นได้ 

การเขียนข้อสอบควรแบ่งเป็นอย่างไรบ้าง ดูตัวอย่างที่เนฯ พิมพ์ หลักคือฟันธงไปเลย องค์ประกอบอื่นที่เขาไม่ถามอย่าเขียน 

ถ้าเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ผิดหรือไม่ ทำผิดเพราะความงมงายก็มี แต่มีปัญหาว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คืออะไร ความงมงายอาจทำให้ยกเว้นโทษได้ ตั้งแต่ผมอ่านฎีกามาไม่มี แต่เขาเขียนเป็นทฤษฎีไว้ว่าความงมงายก็เป็นข้อแก้ตัวได้ 

ดูหมิ่นกับหมิ่นประมาทต่างกันอย่างไร ดูหมิ่นเป็นเรื่องทำลายความน่าเคารพ ความน่าเชื่อถือ แต่หมิ่นประมาทจะต้องเป็นเรื่องที่เอาความไปใส่ต่อบุคคลที่สาม ดูหมิ่นซึ่งหน้า มาตรา ๓๙๓ ถ้าดูหมิ่นเจ้าพนักงานไม่ต้องซึ่งหน้า มาตรา ๑๓๖ ดูหมิ่นศาล มาตรา ๑๙๘ ส่วนมาตรา ๑๑๒ เป็นเรื่องดูหมิ่นตัวบุคคล คือองค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการสี่คนนี้ถ้าไปดูหมิ่น ไปหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายก็ผิดมาตรานี้ แต่สังเกตให้ดีมาตรานี้เขียนไว้ซัดเจนว่าเป็นเรื่องกระทำต่อบุคคล 

มาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าผู้กระทำต่อบุคคลเท่านั้น จะกระทำต่อสิ่งอื่นๆ ไม่ได้ แล้วมาตรานี้แสดงให้เห็นว่าความผิดตามมาตราไม่ใช่ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 

ตัวการร่วมกับผู้สนับสนุนต่างกันอย่างไร ตัวการต้องสมคบคิดกระทำผิดด้วยกัน ผู้สนับสนุนคอยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้คนทำผิดจะไม่รู้ก็เป็นความผิดได้ 

มาตรา ๓๙ ให้สันนิษฐานว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นหลักทั่วไป ถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องให้เขาประกันตัว โดยหลักการแล้วเมื่อเขาถูกฟ้องศาลยังไม่ได้พิพากษาว่าผิด หลักคือต้องให้ประกันถ้าไม่ให้ก็ต้องมีเหตุผลว่าทำไม แล้วเหตุผลต้องเป็นเหตุผลที่มีเหตุผล เหตุผลที่ไม่มีเหตุผลคืออะไร เมื่อปี ๒๕๑๓ หัวหน้าศาลตั้งผมเป็นคนปลดสำนวน เวลาปลดสำนวนก็ต้องอ่านสำนวนทุกเรื่อง ผมอ่านแล้วก็เอาเอกสารที่ไม่จำเป็นออกไป ไปเจอหลายเรื่องที่แปลกๆ 

คดีแรก จำเลยถูกฟ้องว่าจำเลยไปลักช้าง พอฟ้องวันนั้นยังไม่ได้สืบพยานเขาก็ขอประกันตัว ศาลมีคำสั่งว่า ลักทรัพย์ใหญ่ใจอาจหาญ ไม่อนุญาต เธอสังเกตว่ามีเหตุผล แต่เหตุผลอย่างนี้ไม่ใช่เหตุผลในกฎหมายวิธีพิจารณาความ เป็นเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล กฎหมายไม่ได้บอกว่าถ้าทรัพย์ใหญ่ใจอาจหาญแล้วอย่าอนุญาต และขณะที่ศาลมีคำสั่งนั้นยังไม่สืบพยานเลย ศาลจะรู้ได้อย่างไรว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง  

คดีที่สอง จำเลยถูกล่าวหาว่าไปลักเข็ม ลักด้าย ลักของเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านเขาฟ้องมาเขาก็ขอประกันตัว ศาลสั่งว่า ลักเล็กขโมยน้อย ไม่อนุญาต นี่ก็เหมือนกันยังไม่ทันสืบพยานเลยกลับไปฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยผิดเสียแล้ว 

            คดีอากง มีบทความในหนังสือพิมพ์เขาคัดลอกมาว่าศาลสั่งอย่างไรในเรื่องประกันตัว ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้อง กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรงเขียนอย่างนี้ในชั้นที่ยังไม่ได้สืบพยานเลย แสดงว่าศาลเชื่อแล้วว่าที่เขาฟ้องเป็นความจริง เขาบรรยายฟ้องมายังไม่ได้สืบพยานเลย ความจริงต้องสืบพยานเสียก่อนถึงจะเขียนอย่างนี้ได้ คำฟ้องจะด่าว่าจำเลยเลวร้ายอย่างไรก็ถือเป็นคำฟ้องเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าคำฟ้องนั้นถูกหรือผิด แล้วก็เขียนต่อไปว่า หากผลการพิจารณาสืบพยานหลักฐานมั่นคง จำเลยอาจหลบหนี้ได้แสดงว่าศาลเริ่มเดาแล้วว่าถ้ามั่นคงแล้วจำเลยอาจหลบหนี แล้วทำไมศาลไม่คิดบ้างว่าถ้าเดาผิดใครรับผิดชอบ จะว่าข้อหาหนักไม่อนุญาตก็ใช่ที่เพราะโทษคดีนี้จำคุกไม่เกิน ๑๕ ปี ถ้าถือหลักว่าข้อหาหนักเพราะโทษจำคุกสูง ต่อไปคดีที่จำคุกเกิน ๑๕ ปี เช่น ฆ่าผู้อื่นตามมาตรา ๒๘๙ ก็ให้ประกันไม่ได้ เพราะโทษหนักถึงประหารชีวิต การเดาเป็นผลร้ายแก่จำเลยและไม่ใช่ลักษณะของศาลซึ้งเป็นคนกลางจะสั่งอย่างนี้ ถ้าถามผม คำสั่งนี้ผิดกฎหมายวิธีพิจารณาความ แล้วคำเดาผิดด้วย เพราะคำพิพากษาของศาลในคดีนี้เขียนว่า แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อความตามฟ้องแสดงว่าศาลเองก็ยอมรับแล้วว่าโจทก์ไม่สามารถจะสืบพยานให้ชัดแจ้งได้ แล้วที่ศาลสั่งในชั้นประกันตัวก็ผิด แต่ปรากฏว่าศาลก็ทำผิดครั้งที่สอง คือไปลงโทษจำเลย ถ้าพยานไม่ชัดแจ้งแล้วไปลงโทษจำเลยได้อย่างไร เพราะขัดกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา ๒๒๗ เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้ชั่งน้ำหนักพยานอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้กระทำ คำว่าแน่ใจก็คือต้องชัดแจ้ง ตอนท้ายเขียนยิ่งผิดใหญ่เลย แต่เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบด้วยประจักษ์พยานมีกฎหมายที่ไหนเขียนว่าถ้าเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบด้วยประจักษ์พยานแล้วให้มั่วลงโทษไปได้ หลักมีอย่างเดียวคือพยานต้องชัดแจ้ง ศาลต้องแน่ใจว่าจำเลยกระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อม คำพิพากษา ฉบับนี้ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปชั่วกัลปาวสาน เพราะศาลอุทธรณ์กับศาลฎีกาไม่ได้แก้ เนื่องจากว่าอากงท่านตายไปก่อน คดีก็ถึงที่สุดไป แต่คดีนี้ถ้าขึ้นศาลสูงแล้ว ศาลสูงไม่ปล่อยไว้หรอกเพราะผิดกฎหมาย ขัดกับมาตรา ๒๒๗

            มีฎีกาอยู่สามฎีกา เวลาอ่านแล้วใช้สามัญสำนึกตอนแล้วจะผิด 

            ฎีกาแรกคือ ฎีกาที่ ๑๐๔๖ ๑๐๔๗/๒๕๒๖ ทำเอกสารสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ลงชื่อตัวเอง ลงวันย้อนหลังเป็นเท็จเพื่อต่อสู้คดีละเมิดของลูกจ้าง ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร เพราะเหตุใด คำถามนี้ถ้าเราอ่านจะเห็นว่าไปเขียนเอกสารย้อนหลังแล้วลงวันที่เป็นเท็จ แล้วก็เอาเอกสารนั้นไปสืบพยานในศาล เรื่องสืบพยานเท็จก็คงหนีไม่พ้น แต่เวลาถามจะถามเฉพาะเอกสาร ธงก็คือไม่ผิด ซึ่งจะขัดกับสามัญสำนึกของเรา เราต้องแยกให้ดีนะว่าสืบพยานเท็จเป็นแน่ แต่ถ้าถามว่าเป็นปลอมเอกสารหรือไม่ ต้องตอนว่าไม่ปลอม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารทั้งสองฉบับที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำขึ้นเป็นเอกสารของจำเลย ซึ่งจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้ลงลายมือชื่อของตน มิได้ปลอมลายมือซื่อของผู้ใด และมิใช่เป็นการปลอมหรือเลียนแบบเอกสารอันแท้จริงของผู้ใด แม้ข้อความในเอกสารจะไม่ตรงความจริงหรือเป็นเท็จ การกระทำของจำเลยทั้งสี่ก็ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือปลอมเอกสารสิทธิ ตามมาตรา ๒๖๔, ๒๖๕ เมื่อเป็นเช่นนั้นความผิดฐานใช้เอกสารตามมาตรา ๒๖๘ จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ข้อเท็จจริงคือ จำเลยทั้งสี่ได้ทำสัญญาซื้อชายรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุขึ้นฉบับหนึ่ง ตามเอกสารหมาย จ. ๒๗ ของคดีแพ่งดังกล่าว อันเป็นเอกสารที่จำเลยแสดงว่า จำเลยที่ ๑ ได้ขายรถบรรทุกคันเกิดเหตุให้แก่บริษัทไทยสงวน จำกัด ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๘ โดยมีจำเลยที่ ๔ ลงลายมือซื่อเป็นคู่สัญญา และมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อเป็นพยาน จำเลยที่ ๑ อ้างเอกสารดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญาที่นายตี๋ถูกฟ้อง นายตี๋ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ได้ยื่นฟ้องนายตี๋และจำเลยที่ ๑ ในฐานะที่เป็นนายจ้างของนายตี๋ซึ่งกระทำการละเมิดในทางการที่จ้างต่อศาลแพ่งให้ร่วมรับผิด จำเลยที่ ๒, ที่ ๓ ได้เบิกความในคดีนั้นยืนยันว่าได้ทำสัญญาซื้อขายและให้เช่าซื้อรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปตามเอกสารทั้งสองฉบับ ซึ่งความจริงไม่มีการซื้อขายและไม่มีการเช่าซื้อ เหตุที่ทำขึ้นก็เพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ ให้หลุดพ้นจากความรับผิดในทางแพ่ง คือไปทำเอกสารขึ้นมาว่ารถที่ชนนั้นไม่ใช่ของจำเลย เพราะได้ขายไปก่อนเกิดเหตุแล้ว ไปทำเอกสารเท็จขึ้นมา ในเรื่องเอกสารเท็จเมื่อนำไปสืบพยานก็ต้องผิดข้อหานั้น แต่เรื่องเอกสารศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเองไม่ได้เลียนแบบ ไม่ได้ปลอมลายมือชื่อ จึงไม่เป็นเอกสารปลอม ในคดีนี้ศาลลงโทษข้อหาเบิกความเท็จแต่ข้อหาปลอมเอกสารไม่ผิด

ฎีกาที่ ๗๙๕/๒๕๑๘ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้เช่ากิจการของพาณิชยการนนทบุรีจากนางสุดา ซึ่งได้รับอนุญาตจากทางราชการให้เปิดทำการสอนนักเรียนได้ ระหว่างที่จำเลยเช่านั้นตำแหน่งครูใหญ่ว่าง นางสุดาได้ยื่นเรื่องราวบรรจุจำเลยเป็นผู้จัดการและเป็นครูใหญ่ แต่ก่อนที่ทางราชการจะสั่งเรื่องราวที่นางสุดาได้ยื่นไว้ นางสุดาได้ไปขอถอนเรื่องคืนมาในระหว่างที่นางสุดาได้ยื่นเรื่องราวไว้นั้น จำเลยได้ลงซื่อในใบสุทธิให้แก่นักเรียนไป ๗๕ คน โดยบางฉบับว่าเป็นครูใหญ่ บางฉบับว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ โดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จำเลยเป็นครูใหญ่หรืออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนดังกล่าว ลายมือที่จำเลยลงก็เป็นของจำเลย ไม่ได้ปลอมใคร ใบสุทธิที่ให้นักเรียนจำเลยก็เขียนเองทั้งหมด ถ้าเป็นอย่างนี้ควรจะตัดสินเหมือนกับคดีก่อนว่าไม่เป็นปลอมเอกสาร เป็นแต่เอกสารเท็จ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยมิได้รับอนุญาตให้เป็นครูใหญ่อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการหรือผู้รักษาการแทนโรงเรียนพาณิชยการนนทบุรี จึงอยู่ในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงซื่อของจำเลยในใบสุทธิชองโรงเรียนดังกล่าวให้แก่นักเรียน โดยจำเลยมิได้เป็นผู้มีอำนาจในการลงนามในเอกสารนั้น การกระทำของจำเลยเป็นการปลอมตนว่าตนเป็นผู้มีอำนาจลงนามในเอกสารนั้น กล่าวคือโดยแสดงว่าจำเลยเป็นผู้มีอำนาจลงนามในใบสุทธิตามที่กระทรวงศึกษาธิการวางระเบียบไว้ เอกสารนี้จึงไม่ใช่เอกสารที่แท้จริง เพราะไม่ได้ลงนามของผู้มีอำนาจที่จะออกใบสุทธิได้ การกระทำของจำเลยก็เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง แม้ข้อความในใบสุทธิที่จำเลยลงนามโดยไม่มีอำนาจนั้นจะเป็นความจริง สาระสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยมีอำนาจที่จะลงนามใบเอกสารนั้นได้หรือไม่ศาลฎีกาบอกลงโดยไม่มีอำนาจแม้จะเป็นความจริงก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ก็เลยใช้สามัญสำนึกไม่ค่อยจะได้ ท่านอาจารย์ประเสริฐท่านก็สรุปไว้ว่า คำพิพากษา ฉบับนี้จะเห็นได้ว่าการลงลายมือขื่อของตนในเอกสารที่ตนเองไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะลงลายมือชื่นนั้นๆ ได้ ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารได้เช่นกัน

ฎีกาที ๗๔๔/๒๕๐๖ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสารอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นทำเอกสารขึ้นฉบับหนึ่ง ด้วยความมุ่งหมายให้เข้าใจว่าเป็นเอกสารอีกฉบับหนึ่ง อันเป็นการปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ แม้จะลงลายมือชื่อตนเองไม่ได้ปลอมชื่อของใครอื่นก็อาจมีมูลความผิดตามมาตรา ๑๖๑ ได้ ฎีกาเรื่องนี้ จำเลยเป็นนายกเทศมนตรีอยู่ที่เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช แล้วเขามาขออนุญาตสร้างบ้าน ท่านก็ออกใบอนุญาตให้ไป พอออกไปแล้วปรากฏว่าใบอนุญาตฉบับนั้นผิด ระยะห่างจากถนนไม่ก็ตามกฎกระทรวง ก็มีคนไปร้องเรียน นายกเทศมนตรีท่านก็เลยขอใบอนุญาตฉบับนั้นคืนมาแล้วก็ฉีกทิ้งออกใบใหม่เป็นไม่อนุญาต ใบที่ออกใหม่ท่านก็พิมพ์เองลงลายมือเอง ศาลฎีกาบอกว่ากรณีอย่างนี้ออกใบใหม่เพื่อให้คนเห็นและเข้าใจว่าเป็นเอกสารที่ออกมาเป็นใบเดิม เพราะฉะนั้นก็เป็นความผิด ฐานปลอมเอกสารได้ แต่ความจริงท่านไม่ได้วินิจฉัยตรงๆ นะ คดีนี้ศาลขั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีอย่างนี้จะต้องไปพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิด เพราะถ้าได้ความตามฟ้องเป็นความผิดได้ ก็ย้อนสำนวนมาให้ศาลขั้นต้นวินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามมาตรา ๑๖๑ ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสาร อาจกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นเอง การกระทำที่โจทก์อ้างมาในฟ้องว่าจำเลยได้กระทำผิดดังกล่าวมาข้างต้น แสดงอยู่ว่าจำเลยได้กระทำเอกสารขึ้นอีกฉบับหนึ่ง โดยความมุ่งหมายให้เข้าใจว่าเป็นเอกสารอีกฉบับหนึ่งตรงนี้เป็นจุดสำคัญทีศาลฎีกาวินิจฉัย คือคนที่เห็นเอกสารฉบับหลังก็เข้าใจว่าเป็นเอกสารที่ออกมาตั้งแต่ต้นที่ฉีกทิ้งไป อันเป็นการปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ มิใช่เพียงจำเลยทำเอกสารที่มีข้อความเท็จเท่านั้น

เรื่องปลอมตนมีฎีกาเรื่องหนึ่ง ประมาณปี ๒๔๐๖ ฎีกานั้นเป็นฎีกาที่ท่านอาจารย์มูล วรรณศร ท่านเป็นคนตัดสิน ข้อเท็จจริงในคดีนี้คือ นายอำเภอเป็นนายทะเบียนปืน เวลาจะออกใบอนุญาตให้ใครนายอำเภอจะเป็นคนตีตราแล้วก็เซ็นชื่อ วันนั้นนายอำเภอไม่อยู่ จำเลยซึ่งเป็นปลัดอำเภอเขียนเสร็จก็เซ็นซื่อตัวเอง ตีตราลงไป ไม่ได้ปลอมลายมือนายอำเภอ แต่ปลัดอำเภอไม่มีอำนาจที่จะออกได้แล้วให้เขาไป ก็มีปัญหาว่าการที่ปลัดอำเภอซึ่งไม่มีอำนาจไปเซ็นแล้วตีตราออกทะเบียนปืนให้เขาไปเป็นปลอมหรือไม่ ท่านอาจารย์ประมูลใช้คำว่า ปลัดอำเภอปลอมตนว่าเป็นผู้มีอำนาจคำนี้ก็เลยใช้กันเรื่อยมาทั้งๆ ที่ในมาตรา ๒๖๔ ไม่มีคำนี้ จะผิดหรือถูกก็ต้องวิเคราะห์กันเอง อ่านแล้วเข้าใจว่าคำพิพากษาศาลฎีกาหลังๆ ไปใช้คำว่าปลอมตน ก็ไปเอาคำของท่านอาจารย์ประมูลมาใช้ ท่านอาจารย์ประมูลท่านได้ไปเรียนเนฯ อังกฤษ ท่านเป็นทุนรพีคนแรก เดิมท่านชื่อ หลวงประสาท ศุภนิติ พอเป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้นใช้หลวงแต่ตอนหลังมาเขาให้เลิกใช้คำว่าหลวงท่านก็ลาออกแล้วใช้คำว่า ป. สุวรรณศร แล้วมาเป็นอาจารย์อยู่ที่ธรรมศาสตร์ ท่านอยู่มานานท่านก็มีอิทธิพลทางความคิด เวลาท่านไปใช้ถ้อยคำอะไรอาจารย์ท่านต่อๆ มาก็นำมาเป็นตัวอย่าง 

มีคดีเรื่องหนึ่งอยู่ทางภาคใต้ เป็นคดียอมความได้ ท่านก็เขียนคำพิพากษาใส่ซองแล้วมีการแอบเปิดดูคำพิพากษา พอรู้ผลคำพิพากษาคู่ความก็ตกลงกันให้ถอนฟ้องแล้วส่งเรื่องกลับคืนมาให้ศาลฎีกาสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง ปรากฏว่าท่านอาจารย์ประมูลท่านไม่ให้ ฎีกาคำสั่งคำร้องประมาณปี ๐๔ - ๐๖ ขณะนั้นท่านยังไม่ได้เกษียณ ท่านบอกว่าศาลฎีกาได้เรียงคำพิพากษาแล้วไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง ถ้าไปดูกฎหมายวิธีพิจารณาความ ไม่มีนะว่าถ้าศาลเรียงคำพิพากษาแล้วไม่ให้ถอนฟ้อง ถามท่าน ท่านบอกว่าดัดหลังคนโกง อันนี้เป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่เมื่อเห็นใครไม่ถูกต้องแล้วต้องดัดหลัง เรื่องกฎหมายเป็นเรื่องยากอย่างนี้แหละ เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นเขาถึงต้องเน้นว่า ผู้พิพากษาหรือนักกฎหมายจะต้องมีจรรยาบรรณหรือมีศีลธรรมที่สูง 

มีคำถามว่า ทำไมผู้พิพากษาจึงมีทัศนคติอย่างนี้ เช่น คดีอากง ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า ผู้พิพากษาไปเข้าใจผิดในสถานะของตัวเอง ที่บอกว่าตุลาการทำในพระปรมาภิไธย มีบทความหนังสือดุลพาหนะเดือนที่แล้วบอกว่า คำนี้แสดงวาผู้พิพากษาเป็นตัวแทนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เขาเขียนเพื่อแก้ปัญหาในทางปฏิบัติต่างหาก โดยหลักการการกระทำของนิติบัญญัติเวลาออกกฎหมายจะต้องทูลเกล้าให้องค์พระประมุขลงพระปรมาภิไธย ถ้าองค์พระประมุขไม่ลงกฎหมายนั้นก็ไม่เป็นกฎหมาย ต้องมีผู้ลงซื่อสองคนคือประมุขของประเทศกับผู้รับสนองราชโองการ ถ้าลงคนเดียวราชโองการนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างก็มีในประวัติคาสตร์ ในสมัยสงครามครั้งที่ ๒ รัฐบาลจอมพลแปลกไปประกาศสงครามกับอเมริกาและอังกฤษ ราชโองการสมัยนั้นก็เป็นผู้สำเร็จราชการ รัชกาลที่ ๘ มีหลายท่าน ท่านหนึ่งก็คือท่านปรีดี พนมยงค์ ท่านไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงคราม พอท่านได้ข่าวว่าคนจะเอาราชโองการมาให้ท่านลงนาม ท่านก็แอบลงเรือหนีไปอยุธยา ท่านไม่ยอมลงชื่อ ก็ลงชื่อเฉพาะผู้สำเร็จราชการอีกคนหรือสองคนไม่แน่ใจ แต่ไม่ครบสามคน พอนำกลับไปทำเนียบ คนที่เสนอบอกท่านหลวงประดิษฐ์ยังไม่ได้เซ็น รัฐบาลบอกไม่เซ็นก็ไม่เป็นไรประกาศไปก่อน แล้วก็เอาคำประกาศนี้ไปยื่นต่อเอกอัครทูตสวิสประจำประเทศไทย ตอนนั้น ทูตสวิสเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของอเมริกาและอังกฤษในประเทศไทย การประกาศสงครามครั้งนั้น ก็มีผลทางกฎหมาย แต่ปรากฏว่าญี่ปุ่นกับเยอรมันไปแพ้สงคราม พอแพ้สงครามเราก็ตกเป็นผู้แพ้สงคราม ต้องถูกยึดประเทศ ท่านปรีดีก็ใช้กฎหมายไปบอกกับทูตอเมริกันว่าคำประกาศสงครามเป็นโมฆะ เพราะผู้สำเร็จราชการลงซื่อไม่ครบ แล้วท่านปรีดีก็อ้างว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องการความสงบ ไม่ต้องการทำสงครามกับใคร ทูตอเมริกันเขาเคร่งกฎหมายอยู่แล้ว ผลสุดท้ายเขาก็ให้การประกาศสงครามเป็นโมฆะ เหตุที่เขาให้เป็นโมฆะเพราะราชโองการไม่ขอบ ผู้สำเร็จราชการลงชื่อไม่ครบ นี่เป็นข้ออ้างทางกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติเขาทำได้เพราะว่ากฎหมายที่ออกไม่ได้มากมายอะไร ก็พอจะเสนอให้องค์พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยได้ ฝ่ายบริหารก็เหมือนกันก็พอเสนอได้ แต่พอฝ่ายตุลาการ ปี ๕๔ มีคดีสู่ศาลเป็นล้านเรื่อง แล้วในระหว่างพิจารณาคดีก็มีปัญหาเยอะแยะ ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๒ วรรคสอง ศาลต้องตัดสินในวันเสร็จคดี หรือภายใน ๓ วัน นับแต่วันเสร็จคดี เหตุที่เขาเขียนในมาตรา ๑๘๒ เพราะ Justice delay is Justice deny เวลาสามวันไม่พอที่จะเสนอได้มิหนำชำคดีมีถึง ๓ ศาล ศาลชั้นต้นตัดสินอย่างหนึ่ง ศาลอุทธรณ์อีกอย่าง ศาลฎีกาอีกอย่าง ถ้ามีราชโองการ ๓ ราชโองการ ไม่เหมือนกันนะ เธออาจจะสงสัยว่าทำไมไม่เหมือนกัน

มีคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าจำเลยขับรถโดยประมาทชนรถโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยฟ้องแย้งบอกว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วตัดสินว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาท ยกฟ้องแย้งให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ประมาท พิพากษายกฟ้อง บังคับตามฟ้องแย้ง ให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี พอถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว บอกว่าโจทก์กับจำเลยประมาทเท่ากัน ยกฟ้องโจทก์ ยกฟ้องแย้ง สามศาลตัดสินม่เหมือนกัน หากต้องมีราชโองการของแต่ละศาลก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ไม่ควรจะมีขึ้น ข้อจำกัดเหล่านี้เองที่จะต้องหาทางออกว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ต้องเสนอให้ลงพระปรมาภิไธย เพื่อให้เป็นไปตามทฤษฎีที่ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจนี้ทางศาลแล้วเขาก็เลยเขียนในมาตรานี้ว่า ให้ผู้พิพากษาทั้งหลายทำในพระปรมาภิไธย คล้ายๆ กับว่าพระองค์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยนี้แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๑ นั่นเป็นวิธีแก้เพื่อให้เป็นไปตามทฤษฎี มีบรรพตุลาการท่านหนึ่งพูดว่าเธอต้องภูมิใจเพราะเธอเป็นข้าราชการฝ่ายเดียวที่ทำในพระปรมาภิไธย ผมรู้ว่าบรรพตุลาการท่านั้นพูดผิด แต่ผมก็ไม่ได้เถียงท่านหรอก เหตุที่ผมรู้เพราะผมเรียนปริญญาโทอยู่ที่ธรรมศาสตร์ก็ต้องอ่านหนังสือเยอะ แล้วก็ได้ไปอ่านรายงานการประชุมซึ่งเขาอ้างชัดเจนว่าที่ต้องเขียนอย่างนี้ก็เฉพาะตุลาการเท่านั้น เนื่องจากในทางปฏิบัติเสนอให้ลงพระปรมาภิไธยไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง 

ประชาธิปไตยของไทยเกิดขั้นได้อย่างไร ถ้าถามผม ผมก็ตอบว่าเกิดเพราะจอห์น เบาว์ริ่ง ไปอ่านประวัติศาสตร์ สัญญาจอห์น เบาว์ริ่ง ก็มีหลายข้อ แต่มีข้อที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยคือ ข้อแรก จอห์น เบาว์ริ่ง ยื่นคำขาดต่อราชสำนักว่าต่อไปนี้ให้เป็นการค้าเสรี เสรีคือจอห์น เบาว์ริ่ง สามารถจะซื้อสินค้าจากใครก็ได้ในประเทศไทย เป็นการค้าเสรี เดิมไม่ได้ต้องซื้อจากกรมพระคลังสินค้าเท่านั้น กรมพระคลังสินค้าก็ไปซื้อจากราษฎรมาแล้วนำมาขายให้จอห์น เบาว์ริ่ง เพราะฉะนั้นก็ผู้ขาดการขายให้ฝรั่ง ในขณะเดียวกันคนไทยจะซื้อของจากฝรั่งโดยตรงไม่ได้ ต้องซื้อผ่านราชสำนัก เพราะฉะนั้นคนกลางก็ย่อมจะได้กำไรทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าไปอ่านหนังสือเรื่องโครงกระดูกในตู้ ของหม่อมราชวงศ์ศึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านได้เขียนยกย่องรัชกาลที่ 3 ไว้ว่าเป็นคนที่ค้าขายเก่ง พอเกิดการค้าเสรีขึ้นมาก็เกิดการแข่งขัน การแข่งขันทำให้การค้างอกงามเพิ่มพูน การทำนาเพื่อกินเป็นก็เป็นการทำนาเพื่อขาย เมื่อมีเงินก็จะหาความรู้เพิ่มขึ้น ความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการค้าเสรีทำให้คนไทยส่วนใหญ่กลายเป็นคนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ก็เป็นเหตุให้คนไทยเริ่มจะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เริ่มมีการเขียนในหนังสือต่างๆ ข้อสอง ศาลไทย กฎหมายไทยป่าเถื่อน เพราฉะนั้นคนในบังคับอังกฤษจะไม่ยอมขึ้นศาลไทย เขาก็เลยมีศาลสิทธิสภาพนอกอาณาเขตขึ้น พอสัญญาจอห์น เบาว์ริ่ง ใช้บังคับแล้วทำให้เกิดปัญหาตามมาเยอะ เราก็เสียเอกราชทางศาล เป็นสิ่งที่กดดันที่ทำเราต้องเปลี่ยนกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของเสด็จในกรมที่ต้องแก้ กฎหมายที่เราไปลอกอังกฤษมาก็เป็นกฎหมายที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน คนไทยก็เริ่มมีเสรีภาพ มีสิทธิใกล้เคียงกับฝรั่ง 

ไปดูคดีพญาระกา ศาลที่วินิจฉัยคดีพญาระกาไม่ใช่ศาลอาญาไม่ใช่ศาลธรรมดา เป็นศาลรับสั่ง เป็นศาลที่รัชกาลที่ ๕ รับสั่งให้ตั้งขึ้นเฉพาะเรื่อง เป็นศาลเฉพาะกิจ ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยตั้งไม่ได้ กฎหมายวิธีพิจารณาความของไทยก็ร่างโดยวิธีเสมอภาคไม่ว่าจะเป็นอำมาตย์หรือไพร่ก็ต้องใช้กฎหมายเดียวกัน ก็ทำให้ความเสมอภาคเกิดขึ้น เมื่อมีความเสมอภาคประชาธิปไตยก็เกิด เมื่อร้อยปีมาแล้วก็มีขบวนการหนึ่ง มีทั้งเจ้า อำมาตย์ ไพร่ เขียนหนังสือร้องเรียนไปถึงรัชกาลที่ ๕ ว่าให้พระราชทาน คอนสติติวซั่น คือรัฐธรรมนูญ แต่รัชกาลที่ ๕. ท่านบอกยังไม่ถึงเวลาก็เลยพับไป พอสิ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ปีเดียวก็เกิดกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ต่อมาก็ปี ๒๔๗๕ การปฏิวัติสำเร็จ ที่สำเร็จได้เพราะพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ ๗ แต่ท่านยอมรับว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ท่านก็พระราชทานอำนาจของพระองค์ให้เป็นของราษฎรทั้งหลาย เหตุที่เปลี่ยนก็มาจากจอห์น เบาว์ริ่ง มาจากการเปลี่ยนกฎหมายให้เป็นไปตามของตะวันตก เราจึงมาเปลี่ยนภายในของเรา แต่ก็ไม่ง่ายต้องค่อยๆ พัฒนาไป ถ้าไปดูประวัติของต่างประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่เป็นประชาธิปไตยได้โดยไม่ตาย 

 

อ่านและดาวโหลด คดีพญาระกา

https://docs.google.com/file/d/0Bzxw1AS2L8AFamp4UlhoYWt6d2c/edit?usp=sharing

You are here